![]() |
| Brain |
4 ตัวการทำลายสมอง ความจำเสื่อม ก่อนวัย มีอะไรบ้างมาดูกัน
1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
คนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักจะป่วยด้วยอาการที่นักวิจัยเรียกว่า Microarousals ตลอดทั้งคืน อาการนี้จะทำให้คุณตื่นครั้งละสองสามนาที ซึ่งการตื่นนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถจับอาการได้ว่าเราตื่นขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ปัญหาก็คือ สมองจะรับทราบปฏิกิริยานี้ทันที ศาสตราจารย์เอช เครก เฮลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า
“ เราเชื่อว่า หากการหลับช่วง Non-REM ถูกรบกวน จะทำให้ความจำระยะสั้นและระยะยาวรวมกัน เป็นหนึ่งเดียวหรือจะหายไปเลย ”
การนอนช่วง Non-REM หรือช่วงหลับลึกนี้ มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายจะได้รับการพักผ่อนมากที่สุด จึงช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ระบบย่อยอาหารและการหลั่งฮอร์โมนเป็นไปอย่างปกติ และที่สำคัญมีผลดีต่อสมองและความจำด้วย
![]() |
| เทคโนโลยี |
2. ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป
การใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกเบอร์โทรศัพท์ และนัดหมายทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ความจำเท่าที่ควรจะเป็น และเมื่อใช้ความจำน้อย สมองก็จะอ่อนแรงและขี้เกียจ ความจริงแล้ว ศาสตราจารย์เอียน โรเบิร์ตสัน แห่งทรินิตี้คอลเลจ ดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์ คาดการณ์ว่า คนวัย 20 ที่พึ่งพาเทคโนโลยีมาก มีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาเรื่องความจำในอนาคต โดย อาจจะมีปัญหามากกว่าคนวัย 50 ในยุคปัจจุบันที่เกิดในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ และต้องจดจำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง
การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยว่า ถ้าเรามองกันตามความจริง การจำสิ่งต่างๆเป็นหน้าที่ของสมองอยู่แล้ว แต่เมื่อสมองไม่ได้ทำหน้าที่จดจำเพราะเราใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์จดจำข้อมูลนั้นแทน ฉะนั้นสมองจึงไม่สามารถจดจำข้อมูลที่ควรต้องจำและสูญเสียหน้าที่ไป
3. หัวใจมีปัญหา
เมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ออสวาลโด อัลไมดา จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย พบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจล้มเหลวจะมีลักษณะทางกายภาพของสมองที่ทำงานเกี่ยวกับความจำเปลี่ยนแปลงไป ศาสตราจารย์อัลไมดาเล่าว่า กลุ่มผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เพราะมีคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง จะมีประสิทธิภาพของความจำต่ำกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจราวร้อยละ 7 ศาสตราจารย์อัลไมดาแนะนำว่า การปรับไลฟ์สไตล์เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงจะทำให้สมองแข็งแรง ไม่ สูญเสียความทรงจำ
![]() |
| กินยา |



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น